preloading
latest news latest news
Th Corporate Governance Reportหกกก

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

img name
img name
img name

วัฒนธรรมขององค์กร 

( การมุ่งเน้นที่ลูกค้า )

ผลิตและส่งมอบสินค้า พร้อมบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยความเต็มใจ ตลอดจนพัฒนาปรับปรุง คุณภาพสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

( ตระหนักถึงความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อม )

กระทำการใดๆโดยคิดและคำนึงถึงความปลอดภัย สุขอนามัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำงานเป็นแบบอย่างและชี้นำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม

( มุ่งเน้นความสำเร็จ )

ตระหนักถึงความสำคัญของเป้าหมาย ในการทำงาน และร่วมกัน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

( มีจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์ )

ซื่อตรง มีสำนึกที่ดี ปฏิบัติตามจริยธรรม  และกฎระเบียบข้อบังคับขององค์กร

การกำกับดูแลกิจการที่ดี

จริยธรรม

คำว่า “ จริยธรรม “ แยกออกเป็น จริย + ธรรม ซึ่งคำว่า “ จริย ” หมายถึง  ความประพฤติหรือกิริยาที่ควรประพฤติ ส่วนคำว่า “ ธรรม ” มีความหมายหลายประการ เช่น คุณความดี , หลักคำสอนของศาสนา , หลักปฏิบัติ เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น “ จริยธรรม ”  จึงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “ หลักแห่งความประพฤติ ”  หรือ  “ แนวทางของการประพฤติ ”

ความสำคัญของจริยธรรม

ทำให้รู้และเข้าใจเรื่องหน้าที่ของตน : ทำและรับผิดชอบในหน้าที่

ทำให้รู้และเข้าใจเรื่องอุดมคติอันสูงสุดของชีวิต

ทำให้รู้และเข้าใจเรื่องคุณค่าและพัฒนาจิตใจของตนให้ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

ทำให้รู้และสามารถนำมาปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ในสังคม

ทำให้รู้จักการหาเหตุผลและวิพากษ์ว่าสิ่งใดดีและชั่ว

** จริยธรรมเป็นบรรทัดฐานสังคมที่สมาชิกต้องปฏิบัติตามให้สังคมอยู่ได้ **

จริยธรรมของพนักงาน

จริยธรรม

(1)  รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์และความลับของบริษัทฯและลูกค้า โดยจะต้องไม่นำสิ่งใดที่ได้ทราบในขณะเป็นพนักงาน ไปพูด หรือเปิดเผยให้บุคคลภายนอกทราบ แม้หลังจากพ้นตำแหน่งหน้าที่การงานไปแล้วก็ตาม เว้นแต่จะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย

(2)  สนใจติดตามผลงานที่ทำ และรายงานเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือชื่อเสียงของบริษัทฯโดยเร็ว

(3)  ปฏิบัติต่อลูกค้าและผู้มาติดต่อด้วยกิริยามารยาทและอัธยาศัยอันดีงาม สร้างความประทับใจและความพึงพอใจแก่ลูกค้าหรือผู้ติดต่ออันจะนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทฯ

(4)  ผู้บังคับบัญชาทุกคน จะต้องเอาใจใส่ดูแล และควบคุมการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมที่จะรายงานความจริงให้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ทราบ ไม่ปกปิดความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา

(5)  ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบธรรมของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดและพึงมีสัมมาคารวะต่อผู้มีตำแหน่งสูงกว่า

(6)  ไม่ทำการเรี่ยไรก่อนได้รับการอนุมัติเป็นหนังสือจากฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ก่อน

(7)  ช่วยปฏิบัติงานพิเศษของบริษัทฯ ตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของผู้บังคับบัญชาให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพ

(8)  ไม่ทำงานให้นายจ้างอื่น หรือไม่ทำกิจอื่นใดที่มิใช่กิจของบริษัทฯ ในชั่วโมงทำงานหรือภายในสถานที่ทำการของบริษัทฯ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น และต้องไม่ทำงานใดๆที่เป็นการแข่งขันกับธุรกิจของบริษัทฯทั้งในและเวลานอกงาน

(9)  ไม่โต้เถียง หรือพูดจาประชดประชัน หรือแสดงวาจาไม่สุภาพ หรือกระทำการใดๆให้ผู้อื่นได้รับความอับอายขายหน้า หรือยุยงส่งเสริม 

หรือแพร่ข่าวอกุศลให้ร้ายผู้อื่นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นลูกค้า ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มาติดต่อ หรือพนักงานด้วยกันเอง

(10) ไม่เปิดเผยค่าจ้างหรือเงินเดือนของตนเอง หรือของผู้อื่น ให้พนักงานที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ทราบ

(11) ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่ประพฤติผิดฉันท์ชู้สาว หรือไม่ทำการล่วงเกินคุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญทางเพศต่อพนักงานหรือเพื่อนร่วมงาน

 

 

วัฒนธรรมขององค์กร 

( การมุ่งเน้นที่ลูกค้า )

ผลิตและส่งมอบสินค้า พร้อมบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยความเต็มใจ ตลอดจนพัฒนาปรับปรุง คุณภาพสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

( ตระหนักถึงความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อม )

กระทำการใดๆโดยคิดและคำนึงถึงความปลอดภัย สุขอนามัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำงานเป็นแบบอย่างและชี้นำให้ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัย สุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม

( มุ่งเน้นความสำเร็จ )

ตระหนักถึงความสำคัญของเป้าหมาย ในการทำงาน และร่วมกัน จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

( มีจรรยาบรรณและความซื่อสัตย์ )

ซื่อตรง มีสำนึกที่ดี ปฏิบัติตามจริยธรรม  และกฎระเบียบข้อบังคับขององค์กร

บทที่  1

การจ้างงานและประเภทพนักงาน

(1) ระดับพนักงาน  บริษัทฯ แบ่งพนักงานออกเป็น 2  ระดับ ดังนี้ 

1.1 พนักงานทั่วไป (General Staff)

1.2 พนักงานปฏิบัติการ (Operative Staff)

(2)  ประเภทของพนักงาน

2.1  พนักงานทดลองงาน ได้แก่  ผู้ที่ทำงานและอยู่ในระหว่างการทดลองปฏิบัติงาน

2.2  พนักงานประจำ ได้แก่  ผู้ที่ได้ผ่านระยะการทดลองงานแล้วและได้รับการยืนยันจากบริษัทฯ ให้เป็นพนักงานประจำ

2.3  พนักงานชั่วคราว/ ที่ปรึกษาหรือผู้ชำนาญการ ได้แก่ การจ้างงานในโครงการ เฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของบริษัท ซึ่งมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรืองานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวซึ่งงานนั้นจะแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยได้ทำสัญญาเป็นหนังสือตั้งแต่เริ่มจ้าง

(3) การรับพนักงานเข้าทำงาน

3.1 บททั่วไป

การรับพนักงานหมายถึง การจ้างพนักงานใหม่จากภายนอกบริษัทฯ เพื่อให้การปฏิบัติตามแผนระยะยาวของบริษัทฯ เป็นผลสำเร็จ

3.2 วิธีการบรรจุตำแหน่งว่าง

ผู้บริหารของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และฝ่ายต้นสังกัด รวมทั้งผู้ที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้นั้นร่วมสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน และเห็นพ้องต้องกันในการตัดสินใจที่จะว่าจ้างและรับผู้สมัครใด ๆ เพื่อเข้าทำงาน

3.3  วิธีการว่าจ้าง

   3.3.1  ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะพิจารณาคุณสมบัติร่วมกับฝ่ายต้นสังกัดกำหนดเงินเดือนขั้นต้นให้เป็นไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบและโครงสร้างเงินเดือนของบริษัทฯ

   3.3.2  การตกลงรับเข้าทำงาน กำหนดให้เป็นพนักงานประเภททดลองงานก่อนจะปรับเป็นพนักงานประจำ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลงานการทดลองปฏิบัติงาน

   3.3.3 ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จะแจ้งนัดหมายวันที่เริ่มงานให้แก่ผู้สมัครทราบ

   3.3.4 ในวันแรกที่เริ่มปฏิบัติงานให้รายงานตัวต่อฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ก่อน

3.4  การว่าจ้างพนักงานเก่าเข้าปฏิบัติงานใหม่

   3.4.1 บริษัทฯไม่มีนโยบายในการรับพนักงานที่ลาออกจากบริษัทฯไปแล้ว 2 ครั้ง

   3.4.2 บริษัทฯไม่พิจารณารับพนักงานที่ลาออกไปปฏิบัติงานกับบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงหรือประเภทเดียวกับบริษัทฯ

  3.4.3  ในกรณีเป็นพนักงานที่ลาออกครั้งแรก และประสงค์จะกลับเข้ามาปฏิบัติงานใหม่ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการสมัครงานเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ซึ่งการพิจารณาขั้นต้นโดยผู้อำนวยการฝ่ายต้นสังกัดเดิมจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการรับเข้าทำงาน

   3.4.4  บริษัทฯ จะพิจารณาจ่ายเงินเดือน/ค่าจ้างให้กับพนักงานเก่าที่กลับเข้ามาทำงานใหม่ตามอัตราเงินเดือน/ค่าจ้างล่าสุดก่อนสิ้นสภาพการเป็นพนักงาน

3.5  การว่าจ้างคู่สมรสหรือ ทายาทเข้าปฏิบัติงาน

การว่าจ้างคู่สมรสหรือทายาทของพนักงาน สามารถกระทำได้โดย ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ สามารถพิจารณาว่าจ้างคู่สมรส/ทายาทของพนักงาน หรือทำการโยกย้ายงานได้ตามความเหมาะสม

(4) การทดลองปฏิบัติงาน

4.1  พนักงานเข้าใหม่จะต้องทดลองปฏิบัติงานเป็นเวลาไม่เกิน 119 วันปฏิทิน

4.2  เมื่อใกล้ครบกำหนดการทดลองปฏิบัติงาน ให้ผู้จัดการสายงานหรือต้นสังกัด ประเมินขีดความสามารถและแบบรายงานยืนยันการว่าจ้าง อย่างน้อย 15 วันก่อนที่ระยะทดลองงานปฏิบัติงานจะสิ้นสุดลง

4.3  ในขณะที่ทดลองงาน พนักงานทดลองงานจะได้รับสวัสดิการไม่น้อยกว่าที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้

(5) การบันทึกเวลา

พนักงานทุกคน เว้นแต่พนักงานระดับผู้ช่วยผู้จัดการขึ้นไป และหรือพนักงานอื่นที่  บริษัทฯ จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป   จะต้องบันทึกเวลาทุกครั้งที่เข้ามาปฏิบัติงาน  เลิกปฏิบัติงาน

อนึ่ง  การไม่บันทึกเวลาไม่ว่ากรณีใดๆ และหรือการบันทึกเวลาแล้วไม่สมบูรณ์ บริษัทฯ   อาจ ถือว่าพนักงานผู้นั้นขาดงาน ละทิ้งหน้าที่หรือละทิ้งการงาน  แล้วแต่กรณี

(6) การบรรจุงาน

6.1  บริษัทฯจะบรรจุพนักงานให้ปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ

6.2  บริษัทฯจะจ่ายค่าจ้างให้สมดุลกับหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงาน

6.3  ในกรณีที่บริษัทฯ ไม่สามารถบรรจุให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่นั้นๆบริษัทฯอาจจะพิจารณาบรรจุให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่บริษัทฯ เห็นสมควรได้

(7) การย้ายงาน

7.1 บริษัทฯ สงวนสิทธิในการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การงานของพนักงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม  และเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

7.2 การย้ายงานอาจเป็นการย้ายงานในแผนกเดียวกันฝ่ายเดียวกันหรืออาจเป็นการย้ายข้ามแผนกหรือฝ่ายก็ได้ โดยได้รับความเห็นชอบจากต้นสังกัดเดิมก่อน

(8) หลักประกัน 

บริษัทฯ อาจเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน เพื่อประกันการทำงานและประกันการเสียหายจากพนักงานที่ได้รับมอบหมายทำงานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯได้ โดยพนักงานจะต้องนำหลักประกันมามอบให้บริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 60 เท่าของค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ได้รับในวันที่รับหลักประกัน และบริษัทฯจะคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย(ถ้ามี)ให้กับพนักงานภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นสุดการจ้างงาน

 

บทที่ 2

วัน และเวลาทำงาน และเวลาพัก

(1)  วันทำงานและเวลาทำงานปกติ

1.1    พนักงานทั่วไป

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา                                  08.00 น.-17.00 น.

หยุดพัก เวลา                                  12.00 น.-13.00 น.

1.2   พนักงานปฏิบัติการ

วันจันทร์ – วันศุกร์ และวันเสาร์ เดือนละ 1 ครั้ง ( ตามปฏิทินการทำงานวันเสาร์ที่บริษัทฯ  กำหนด )                        08.00 น.-17.00 น.

หยุดพัก เวลา                                12.00 น.- 13.00 น.

(2)  เวลาพักก่อนทำงานล่วงเวลา

กรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง บริษัทฯ จะจัดเวลาพักอย่างน้อย 20 นาที ก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา  

(3)  ชั่วโมงทำงานที่ไม่สามารถกำหนดเวลาแน่นอน

การทำงานในบริษัทฯ อาจมีบางตำแหน่งที่ไม่สามารถกำหนดเวลาทำงานได้แน่นอน เช่น ผู้แทนฝ่ายการตลาด ย่อมไม่มีเวลาการทำงานที่ตายตัวแน่นอนเหมือนผู้อื่น แต่จำนวนชั่วโมงการทำงานยังคงเป็นวันละ 8 ชั่วโมง โดยมีวันหยุดประจำสัปดาห์ คือวันเสาร์และวันอาทิตย์ พนักงานที่งานของตนจัดอยู่ในประเภทนี้ จะได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาเป็นกรณีๆไป

บทที่ 3

วันหยุด

(1)  วันหยุดประจำสัปดาห์

1.1   พนักงานทั่วไป           หยุดวันเสาร์และวันอาทิตย์

1.2   พนักงานปฏิบัติการ    หยุดวันเสาร์ เดือนละ 3 ครั้ง (ตามปฏิทินที่บริษัทฯกำหนด) และวันอาทิตย์

(2)  วันหยุดประเพณี

ตามปกติ บริษัทฯถือวันหยุดตามประเพณีนิยมปีละ 14 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติและบริษัทฯจะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ ถ้าวันหยุดตามประเพณีใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีนั้นในวันทำงานถัดไป

(3) วันลาหยุดพักผ่อนประจำปี

3.1 สิทธิตามปกติ

พนักงานที่ทำงานครบ 4 เดือน มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีโดยได้รับค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

   1.พนักงานทั่วไป ปีปฏิทินละ 15 วันทำงานปกติ

   2.พนักงานปฏิบัติการ ปีปฏิทินละ 10 วันทำงานปกติ

   สำหรับปีแรกที่เข้าทำงานกับบริษัท ฯ สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีให้คำนวณตามอัตรา

3.2  การกระจายและการสะสมวันลา

   3.2.1   พนักงานอาจลาหยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อใดในระหว่างปีก็ได้  ทั้งนี้ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาแต่ละ สายงาน

   3.2.2   ผู้บังคับบัญชาประจำสายงานเป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดวันลาหยุดพักผ่อนประจำปี

   3.2.3   สิทธิของการลาหยุดพักผ่อนประจำปี สะสมได้ไม่เกิน 6 วันทำงานและใช้สิทธิวันลาสะสมได้ไม่เกิน 4 เดือนในปีถัดไป

   3.2.4   การลาหยุดพักผ่อนประจำปีจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้า  กรณีการลาหยุดพักผ่อนประจำปีติดต่อกันตั้งแต่ 5 วันทำการขึ้นไป ให้แจ้งความประสงค์ต่อผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะหยุดได้ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการขาดงาน

   3.2.5  ผู้บังคับบัญชาตามสายงาน สามารถอนุมัติวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ จากตารางแสดงจำนวนวันหยุดพักผ่อนประจำปี ดังนี้

บทที่ 4

การทำงานล่วงเวลา  และ การทำงานในวันหยุด

(1)  สิทธิการได้รับค่าล่วงเวลา

1.1  พนักงานตั้งแต่ระดับผู้ช่วยผู้จัดการหรือเทียบเท่าขึ้นไป ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำการแทนบริษัทฯ ในการจ้างงาน การให้บำเหน็จ การลดค่าจ้าง หรือการเลิกจ้าง ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา  ค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือค่าทำงานในวันหยุด

1.2  การทำงานล่วงเวลาจะต้องได้รับอนุมัติล่วงหน้าจากผู้บังคับบัญชาในระดับผู้จัดการก่อน   จึงจะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

(2)   อัตราค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

2.1   ค่าล่วงเวลา

   2.1.1  บริษัทฯ จะจ่ายค่าล่วงเวลาสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ในอัตรา 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันที่ทำงาน

   2.1.2    บริษัทฯ จะจ่ายค่าล่วงเวลาสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดในอัตรา  3  เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมง

2.2   ค่าทำงานในวันหยุด

   2.2.1   พนักงานซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด จะได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีก 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ

   2.2.2  พนักงานซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ จะได้รับค่าทำงานในวันหยุดเท่ากับ 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ

(3)    การคำนวณค่าล่วงเวลา

บริษัทฯ ใช้ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยเดือนละ 176 ชั่วโมง (22วันต่อเดือน x 8 ชม. ต่อวัน ) เป็นหลักในการคำนวณอัตราตอบแทนการทำงานรายชั่วโมงจากจำนวนเงินเดือน เพื่อการจ่ายค่าล่วงเวลา ดังนั้นสูตรในการคำนวณค่าล่วงเวลารายชั่วโมง เป็นดังนี้

เงินเดือน x จำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลา x อัตราค่าล่วงเวลา

หมายเหตุ

เวลาทำงาน       เท่ากับ       5             และ         5.25            วัน / สัปดาห์

เท่ากับ    5X52      และ         5.25X52        วัน / ปี

เท่ากับ    260 / 12  และ         273 / 12       วัน / เดือน

เท่ากับ    21.67      และ         22.75           วัน / เดือน

กำหนดให้เท่ากับ 22 วันทำงานต่อเดือนในสูตรการคำนวณค่าล่วงเวลารายชั่วโมง

 

 

บทที่ 5

การบริหารเงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด

(1) เงินเดือน/ ค่าจ้างขั้นต้น

เงินเดือนหรือค่าจ้างสำหรับพนักงานที่เริ่มเข้าทำงานใหม่นั้น จะกำหนดขึ้นโดยความเห็นชอบร่วมกันระหว่างฝ่ายต้นสังกัดและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และขึ้นอยู่กับงานที่พนักงานผู้นั้นจะต้องปฏิบัติ รวมตลอดถึงคุณวุฒิและประสบการณ์ซึ่งเกี่ยวกับงาน

(2)  การปรับเงินเดือน/ค่าจ้าง

การปรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง จะเป็นการปรับการขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นพิเศษในบางโอกาสเท่านั้น เช่น เพิ่มความรับผิดชอบ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ หรือการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นเฉพาะบุคคลหรือพนักงานทั้งหมดก็ได้

(3)  การพิจารณาเงินเดือน/ค่าจ้าง

การพิจารณาเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานนั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อตอบแทนผลการปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากความวิริยะ อุตสาหะและทักษะความชำนาญที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งโดยปกติจะมีการพิจารณาเป็นประจำทุกปี

(4)  การจ่ายเงินเดือน/ค่าจ้าง

บริษัทฯจะจ่ายเงินเดือน/ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้างให้แก่พนักงาน โดยจ่ายเป็นเงินสดหรือนำฝากผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารที่บริษัทฯ กำหนดซึ่งได้รับความยินยอมจากพนักงาน  โดยมีกำหนดการจ่ายเดือนละ      1 ครั้ง ก่อนวันทำงานวันสุดท้ายของแต่ละเดือน 1 วัน

บทที่ 6

หลักเกณฑ์การลา

(1)   การลาป่วย

1.1  พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างปีละไม่เกิน 30 วันทำงาน การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกัน จะต้องแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง กรณีไม่สามารถหาใบรับรองดังกล่าวได้ ให้ชี้แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

1.2  การลาป่วยอันเป็นผลเนื่องมาจากประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะไม่นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการลาป่วยตามข้อนี้

1.3 การลาป่วยเป็นเวลานานหากพนักงานจำเป็นต้องลาป่วยเกิน 30 วันทำการใน 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาติดต่อกันหรือไม่ จะไม่ได้รับเงินเดือน / ค่าจ้างในส่วนวันลาที่เกิน และหากแพทย์ลงความเห็นว่ามีสุขภาพไม่ดีหรือไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานต่อไปได้ บริษัทฯ อาจใช้ดุลพินิจให้พนักงานผู้นั้นออกจากงานก่อนครบเกษียณอายุงานด้วยเหตุผลทางแพทย์ได้ โดยบริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมาย  

(2)   การลาทำหมัน

2.1  พนักงานมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้  โดยได้รับเงินเดือน/ค่าจ้าง ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด    

2.2  พนักงานจะต้องยื่นใบลาล่วงหน้าตามแบบที่กำหนดต่อผู้บังคับบัญชา  และให้แสดงใบรับรองแพทย์ประกอบการลา เมื่อกลับมาทำงานปกติ

(3)   การลาคลอดบุตร

3.1 พนักงานหญิงที่มีครรภ์ มีสิทธิลาเพื่อการคลอด ครรภ์ละไม่เกิน 90 วัน รวมทั้งวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย โดยได้รับเงินเดือน/ค่าจ้างเท่าเวลาที่ลาหยุด   แต่ไม่เกิน 45 วัน

3.2  การลาเพื่อการคลอดบุตรนี้ให้พนักงานยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามเวลาอันสมควร แต่ถ้าต้องหยุดเพื่อการคลอดกะทันหัน ให้ติดต่อให้บริษัทฯ ทราบโดยเร็ว

3.3  การลาหยุดงานเนื่องจากการแท้งบุตรก่อนการตั้งครรภ์ครบ  28  สัปดาห์  ถือเป็นการลาป่วย      

3.4  ในการลาเพื่อการฝากครรภ์  ตรวจครรภ์  ให้ถือเป็นการลากิจ

3.5 ในกรณีที่พนักงานหญิงมีครรภ์ มีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ พนักงานหญิงนั้นมีสิทธิขอให้บริษัทฯ เปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ โดยบริษัทฯ จะพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้

(4)  การลากิจ

4.1    การลาเนื่องจากเหตุที่น่าเห็นใจ

ผู้บังคับบัญชาโดยตรงในระดับผู้จัดการ อาจอนุญาตให้พนักงานลาหยุดงานได้ถึง       3 วัน โดยได้รับค่าจ้างบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจ เช่น ในกรณีการเสียชีวิตของญาติสนิท (ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้องร่วมสายโลหิต บุตร ธิดา และคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย )

4.2   การลาอุปสมบท

   4.2.1  พนักงานอาจขอลาอุปสมบทได้ไม่เกิน 4 เดือน โดยได้รับค่าจ้างตามความเป็นจริงแต่ไม่เกิน 15 วัน ทั้งนี้พนักงานต้องแจ้งการลาให้บริษัทฯ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน

   4.2.2   บริษัทฯจะอนุญาตให้ลาอุปสมบทได้เพียงครั้งเดียวตลอดเวลาที่พนักงานปฏิบัติงานอยู่ กับบริษัทฯ และหลังจากที่ได้ปฏิบัติงานมาครบ 1 ปีเต็มแล้ว

   4.2.3   พนักงานจะต้องมารายงานตัวต่อบริษัทฯภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันลาสิกขาบท

4.3   การลาเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย

พนักงานอาจได้รับอนุญาตให้ลาหยุดงานได้ 1-2 วัน โดยได้รับค่าจ้าง ในกรณีที่ต้องไปศาล  หรือสถานที่ราชการตามคำสั่งหรือความจำเป็น โดยมีข้อแม้ว่าพนักงานมิได้เป็นโจทก์หรือ จำเลยในกรณีนั้น

4.4    การลาอื่นๆ

การลาหยุดงานด้วยเหตุผลอย่างอื่น จะอนุญาตให้เฉพาะกรณีพิเศษเท่านั้น โดย  ไม่ได้รับค่าจ้าง

(5)  การลาเพื่อฝึกความพรั่งพร้อมทางทหาร

พนักงานชายมีสิทธิลาเพื่อเข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร (ยกเว้นการเกณฑ์ทหาร)  โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกินปีละ 60 วัน

(6)  การลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้

พนักงานมีสิทธิลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ

                                                     

บทที่ 7

วินัยและมาตรการทางวินัย

(1)  นโยบายทั่วไป

เพื่อสร้างมาตรฐานทางวินัยว่าด้วยความประพฤติ และการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง  ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานดำเนินไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีประสิทธิภาพได้ผลเต็มที่ ปลอดภัยทั้งพนักงานและทรัพย์สินของบริษัทฯ และเพื่อชื่อเสียงตลอดจนความเจริญก้าวหน้าของบริษัทฯและพนักงานทุกคน บริษัทฯมีความตั้งใจและหวังว่า พนักงานจะปฏิบัติงานและประพฤติตนอยู่ในจริยธรรม วินัย เคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ไม่นำมาซึ่งความเสียหายทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สินของบริษัทฯ โดยพนักงานจะต้องรับทราบและศึกษากฎ ระเบียบข้อบังคับของบริษัทฯอยู่เสมอนั้น

หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนกฎระเบียบ หรือกระทำความผิด ก็จะได้รับการพิจารณาโทษและดำเนินการทางวินัย ตามความเหมาะสมและควรแก่กรณี ด้วยความเที่ยงธรรมและมีความโปร่งใสในขั้นตอนหรือกระบวนการ โดยบริษัทฯได้กำหนดเรื่องของวินัยสำหรับพนักงานและขั้นตอนการพิจารณาฐานความผิด สำหรับกรณีที่พนักงานกระทำผิดวินัย ระเบียบข้อบังคับการทำงานของ บริษัทฯไว้ ดังนี้

(2)  วินัยทั่วไป

(1) ปฏิบัติหน้าที่การงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

(2) อุทิศตนให้แก่งานของบริษัทฯ เอาใจใส่ต่องานและหน้าที่ที่รับผิดชอบตลอดเวลาอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เฉื่อยงาน ไม่หยอกล้อ หรือส่งเสียง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนผู้อื่นในระหว่างเวลาทำงาน ไม่นอน ไม่หลับ ในเวลาทำงานของบริษัทฯ

(3) สนับสนุนนโยบายและปฏิบัติตามระเบียบ และข้อตกลง ประกาศ คำสั่ง หรือ  หนังสือเวียนของบริษัทฯที่จะออกประกาศเป็นคราว ๆ ไป พนักงานจะอ้างว่าไม่ทราบมิได้

(4) รักษาไว้ซึ่งความสามัคคีระหว่างพนักงานทั้งในเวลางานและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทฯไม่ทะเลาะวิวาท ด่าทอ ท้าทาย ข่มขู่ หรือใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ทั้งในบริเวณบริษัทฯ หรือนอกบริเวณบริษัทฯ หรือบนรถรับ-ส่งพนักงาน เป็นต้น

(5) มาปฏิบัติงานให้ตรงเวลาที่ผู้บังคับบัญชาหรือบริษัทฯกำหนด ต้องสวมใส่เครื่องแบบตามที่บริษัทฯกำหนดให้เรียบร้อย ก่อนการปฏิบัติงานและตลอดเวลาทำงานสำหรับชุดเครื่องแบบนั้น ห้ามแก้ไขหรือเพิ่มเติม หรือกระทำการใด ๆ ที่ผิดไปจากแบบที่บริษัทฯ กำหนด

(6) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะเป็นงานในหน้าที่รับผิดชอบของตนหรืองานพิเศษใด ๆตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของผู้บังคับบัญชาก็ตาม

(7) ปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยในการทำงานอย่างเคร่งครัด ห้ามผู้ใดที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง   เข้าไปในแผนกหรือหน่วยงานอื่น หรือในบริเวณซึ่งไม่ใช่สถานที่ทำงานปกติของตน เว้นแต่จะ ได้รับคำสั่งจากบริษัทฯ

(8) พนักงานทุกคนจะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบถึงการเกิดอุบัติเหตุ หรือการบาดเจ็บที่เกิดจากการทำงาน ไม่ว่าเหตุนั้น ๆ จะเกิดกับตัวเองหรือบุคคลอื่นก็ตาม

(9) ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ ทั้งงานในหน้าที่และงานที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา

(10)  ดูแลบำรุงรักษาเครื่องมือ และอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในสภาพที่พึงใช้งานได้อย่างปลอดภัยเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ หากชำรุดหรือเสียหายให้รีบแจ้งผู้บังคับบัญชาหรือบริษัทฯ เพื่อซ่อมแซม หรือทดแทนให้ดีและปลอดภัยต่อไป

(11) ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจค้นตัวทรัพย์ สินและยานพาหนะ ทุกครั้งที่ผ่านเข้า-ออกในบริเวณที่ทำงานของบริษัทฯ หรือเมื่อมีการร้องขอ

(12) ช่วยกันระมัดระวังและป้องกันทรัพย์สินของบริษัทฯ ทั้งในบริเวณที่ทำการและโรงงานโดยมิให้เสียหายหรือสูญหาย ไม่ว่าจากบุคคล หรือภัยพิบัติใดๆ เท่าที่สามารถจะทำได้ รวมทั้งไม่นำสิ่งของใดๆไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

(13) ช่วยกันรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งในบริเวณที่ทำการและโรงงาน ทิ้งขยะหรือวัสดุเหลือใช้ในสถานที่ที่บริษัทฯจัดเตรียมไว้ให้

(14) ไม่มาทำงานสาย ไม่ขาดงาน ไม่ละทิ้งงานในหน้าที่ และไม่ออกไปนอกจุดที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน เว้นแต่เพื่อธุรกิจของบริษัทฯและได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา

(15) ไม่ทำงานด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่กระทำการใดๆ อันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน

(16) ไม่แจ้ง หรือให้ข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้บังคับบัญชา หรือบริษัทฯ และไม่ใช้สิทธิ การลาผิดประเภท หรือใช้สิทธิการลาโดยไม่สุจริต

(17) ไม่ปกปิด หรือบิดเบือนความจริงเพื่อให้ได้มา ซึ่งประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น

(18) ไม่เล่นการพนันในสถานที่ทำงานไม่ว่าจะนอกหรือในเวลางาน

(19) ไม่เสพสุรา หรือสิ่งมึนเมา ในบริเวณบริษัทฯ หรือเข้าทำงานในขณะมีอาการมึนเมา

(20) ไม่ขัดขวาง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจหน้าที่

(21) ไม่นำบุคคลภายนอกเข้ามาในที่ทำการของบริษัทฯโดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ

(22) ไม่นำยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย หรืออาวุธที่มีอันตราย เข้ามาในบริเวณบริษัทฯ

(23) ไม่กระทำการใด ๆ อันอาจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือความเสียหาย

(24)  หากพนักงานเปลี่ยนแปลงที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ สถานภาพการสมรส เปลี่ยนชื่อ นามสกุล มีบุตร ให้พนักงานรีบแจ้งฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ภายใน 7 วัน นับแต่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อบันทึกในทะเบียนประวัติ

(25) ไม่ขีดเขียน วาด ติดรูปภาพหรือแจกจ่ายเอกสาร สิ่งตีพิมพ์ ติดประกาศเอกสารหรือบทความใด ๆ ภายในบริเวณบริษัทฯ  โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัทฯ

(26) ไม่สูบบุหรี่ภายในสถานที่ทำงานที่มีประกาศห้ามของบริษัทฯ

(27) ไม่ถ่ายรูปในตัวอาคาร โรงงาน หรือในเขตที่ใช้ในการผลิต หรือบริเวณที่สำคัญของบริษัทฯ

(28) ไม่จัดประชุม นัดชุมนุม ภายในบริเวณบริษัทฯ ก่อนได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัทฯ

(29) ไม่ทำลาย แก้ไข เพิ่มเติมข้อความ หรือวาดภาพใด ๆ ลงในประกาศ หรือเอกสารใด ๆ ที่บริษัทฯปิดประกาศ หรือบนทรัพย์สินของบริษัทฯ เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากบริษัทฯ

2.3   วินัยที่ถือเป็นความผิดร้ายแรง

วินัยที่บริษัทฯถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งหากฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจะถูกพิจารณาโทษอย่างหนัก หรือถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชย  ดังนี้

(1) ลัก หรือยักยอกทรัพย์ของบริษัทฯหรือของเพื่อนร่วมงานในบริเวณบริษัทฯ

(2) เล่นการพนันในบริเวณบริษัทฯ

(3) ปลอมแปลงหรือทำหลักฐานเท็จ รายงานหรือให้ความเป็นเท็จแก่บริษัทฯ

(4) พกพาอาวุธที่มีอันตรายร้ายแรง หรือสิ่งผิดกฎหมายที่มีโทษสถานหนัก เข้ามาในบริเวณบริษัทฯ

(5) ก่อการทะเลาะวิวาทถึงขั้นต่อสู้ หรือทำร้ายร่างกายพนักงานด้วยกัน ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หรือในบริเวณบริษัทฯ รวมทั้งระหว่างการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ด้วย

(6) รับสินบน หรือสิ่งตอบแทนอันเกี่ยวกับหน้าที่การงานในทางมิชอบ

(7) เปิดเผยความลับของบริษัทฯต่อบุคคลภายนอก ทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย

(8) สูบบุหรี่ในบริเวณที่อาจเป็นอันตรายและกำหนดให้เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ไว้

(9) การกระทำใดๆอันเป็นการยุยง ปลุกปั่น

(10) ยุยง ปลุกปั่น กระทำหรือร่วมกระทำการนัดหยุดงานโดยผิดกฎหมาย

(3)  มาตรการทางวินัย

กรณีพนักงานฝ่าฝืนกฎระเบียบ หรือกระทำผิดวินัย จะถูกพิจารณาและดำเนินการทางวินัย ตามความหนักเบาแห่งการกระทำความผิด โดยจะพิจารณาจากเจตนา สภาพแวดล้อม การให้ความร่วมมือในการทำงานและคุณงามความดีในอดีต ตลอดจนประโยชน์ที่บริษัทฯจะได้รับในอนาคตเป็นรายๆไป โดยพนักงานอาจได้รับโทษประการใดประการหนึ่ง หรือหลายๆประการพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับ ดังนี้

3.1  ตักเตือนด้วยวาจา

3.2  ตักเตือนเป็นหนังสือ

3.3  พักงานโดยงดจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 7 วัน

3.4  งดขึ้นเงินเดือนหรือค่าจ้าง

3.5  ให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก โดยไม่จ่ายค่าชดเชย

(4)  การดำเนินการทางวินัย

การดำเนินการทางวินัยถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาสำหรับการบริหารหน่วยงาน การพิจารณาสอบสวนทบทวนการฝ่าฝืนกฎระเบียบ หรือกระทำความผิด พึงกระทำโดยละเอียดรอบคอบจากหลักฐานที่พึงมีและปรากฏ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน โดยให้โอกาสผู้กระทำผิดได้ชี้แจงและแสดงหลักฐานอย่างเต็มที่ ผู้บังคับบัญชาอาจปรึกษาหารือกับผู้บริหารระดับเหนือขึ้นไป หรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ได้ และจัดให้มีการจดบันทึกเป็นหนังสือ หรือตามแบบฟอร์ม (ถ้ามี) และได้รับการอนุมัติตามลำดับชั้นก่อนที่จะดำเนินการชี้แจงและกล่าวโทษผู้กระทำผิดให้เข้าใจและรับทราบ พร้อมลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย

อนึ่ง หากผู้กระทำความผิดรับทราบข้อกล่าวหา แต่ปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อไว้ ก็ให้พยานที่ร่วมรับทราบรายละเอียดลงลายมือชื่อไว้แทนอย่างน้อย 2 ชื่อ

4.1   พนักงานระดับหัวหน้างาน หรือเทียบเท่าและพนักงานระดับผู้ช่วยผู้จัดการหรือเทียบเท่า มีอำนาจสั่งลงโทษตามข้อ 3.1 และ 3.2 ทั้งนี้โดยได้รับความเห็นชอบและอนุมัติโดยผู้จัดการหรือเทียบเท่าขึ้นไปก่อน

4.2   พนักงานระดับผู้จัดการ หรือเทียบเท่าขึ้นไป มีอำนาจสั่งลงโทษตามข้อ 3.1 และ 3. 2 และ 3.3 ทั้งนี้โดยได้รับความเห็นชอบและอนุมัติโดยผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่าขึ้นไปก่อน

4.3   พนักงานระดับผู้อำนวยการฝ่าย หรือเทียบเท่าขึ้นไป มีอำนาจสั่งลงโทษตาม  ข้อ 3.1 ถึง 3.5 โดยได้รับความเห็นชอบและอนุมัติโดยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรหรือกรรมการผู้จัดการก่อน

ในกรณีที่พนักงานกระทำผิดวินัยไปแล้วเกินกว่า 45 วัน ซึ่งหัวหน้างานมิได้ดำเนินการใดๆ หรือฐานความผิดไม่ชัดเจน หรือเป็นความผิดเชิงทัศนคติที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายโดยรวมต่อบริษัทฯ สำหรับกรณีนี้จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและลงนามโดยกรรมการผู้จัดการ เป็นกรณีเฉพาะกิจ 2 ชุด คือ

   1. คณะกรรมการหาข้อเท็จจริงและพิจารณาฐานความผิด จำนวน 5 คนประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายต้นสังกัดและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ไม่รวมผู้อำนวยการฝ่าย บริหารทรัพยากร หรือเทียบเท่า

   2. คณะกรรมการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษ ในกรณีชุดที่ 1 สรุปว่ามีมูลของการกระทำผิดวินัยจริง จำนวน 3 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายต้นสังกัด ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรหรือเทียบเท่า รองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการผู้จัดการ

(5) การพักงานเพื่อสอบสวนความผิด

ในกรณีที่พนักงานถูกกล่าวหาว่า กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กฎ ระเบียบ วินัย คำสั่ง บริษัทฯมีสิทธิสั่งพักงานเพื่อสวบสวนความผิดเว้นแต่กรณีความผิดชัดแจ้งโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

   1. คำสั่งพักงานจะเป็นหนังสือโดยระบุความผิด

   2. กำหนดระยะเวลาพักงานจะไม่เกิน 7 วัน

   3. จะแจ้งคำสั่งการพักงานให้พนักงานทราบก่อนการพักงาน

   4. บริษัทฯจะจ่ายเงินระหว่างพักงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างที่ได้รับก่อนถูกสั่งพักงาน

   5. หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏความผิด บริษัทฯจะจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกตินับแต่วันที่สั่งพักงานโดยให้ถือว่าเงินตามข้อ5.4เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี

บทที่ 8

การร้องทุกข์

ความคิดเห็นหรือความขัดแย้งที่เกี่ยวกับสภาพการจ้าง การทำงาน สิทธิประโยชน์ หน้าที่และความรับผิดชอบพึงได้รับการแก้ไขหรือขจัดให้หมดสิ้นไปด้วยความรวดเร็วและยุติธรรม เพื่อให้การทำงานร่วมกันอันเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างได้รับสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรม การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯจึงกำหนดหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ในสถานประกอบการไว้ดังนี้

(1)   ความหมายและขอบเขตของข้อร้องทุกข์

1.1  ข้อร้องทุกข์ของพนักงานจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคิดเห็น  หรือข้อขัดแย้งว่าด้วยระบบหรือวิธีการทำงานสิทธิประโยชน์ตามสัญญา หรือสภาพการจ้าง ความประพฤติ และความเป็นธรรมของพนักงาน

1.2  ข้อร้องทุกข์จะต้องมิใช่เรื่องร้องขอให้แต่งตั้ง โยกย้าย เลิกจ้าง ปลดออก  ไล่ออกซึ่งบุคคล

1.3  ข้อร้องทุกข์จะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน   มิใช่เรื่องส่วนตัว เว้นแต่เรื่องนั้นจะเกี่ยวข้องกับการทำงาน

(2)    วิธีการและขั้นตอนการร้องทุกข์

2.1   พนักงานที่ประสงค์จะร้องทุกข์ ให้ร้องทุกข์ด้วยตัวเองเป็นหนังสือตามแบบฟอร์มที่บริษัทฯกำหนดให้ (เพื่อให้เป็นแบบเดียวกัน และได้ข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน) และยื่นต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีความขัดแย้ง เว้นแต่เรื่องที่จะร้องทุกข์นั้นเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว  หรือผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเป็นต้นเหตุก็ให้ยื่นคำร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยทั้งนี้พนักงานจะต้องสำเนาหนังสือร้องทุกข์นั้นส่งให้แก่ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เพื่อการติดตามเรื่องต่อไป

2.2   พนักงานระดับผู้บังคับบัญชาต้องทำการสอบสวนและพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 7  วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์

2.3   พนักงานระดับบังคับบัญชา จะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทุกข์ด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจ หรือวินิจฉัยเป็นหนังสือก็ได้ การแจ้งผลการพิจารณาโดยการชี้แจงด้วยวาจาให้บันทึกคำชี้แจงเหตุผลไว้ในสำนวนโดยให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ด้วย และส่งผลการวินิจฉัย    หรือผลการพิจารณานั้นให้แก่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เพื่อสรุปผลให้ผู้บริหารระดับสูงทราบต่อไป 

(3)    การอุทธรณ์คำวินิจฉัย

3.1 ผู้ร้องทุกข์ที่ไม่พอใจคำชี้แจงหรือคำวินิจฉัยของระดับบังคับบัญชา มีสิทธิอุทธรณ์ต่อระดับบริหารเป็นหนังสือภายใน 7 วัน (ตามแบบฟอร์มของบริษัทฯ) นับแต่วันที่ได้รับคำชี้แจงหรือคำวินิจฉัย

3.2  ระดับบริหารต้องทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม (ถ้ามี) และพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์

3.3  ระดับบริหารจะแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจหรือการวินิจฉัยเป็นหนังสือก็ได้ การแจ้งผลด้วยการชี้แจงด้วยวาจาให้บันทึกคำชี้แจง เหตุผล ไว้ในสำนวนโดยให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ด้วย

3.4  คำชี้แจง การทำความเข้าใจหรือการวินิจฉัยของระดับบริหารให้ถือเป็นที่สุด

(4)    ความคุ้มครองผู้ร้องทุกข์

4.1  ข้อร้องทุกข์จะได้รับการพิจารณาด้วยความเป็นธรรม

4.2  ผู้ร้องทุกข์จะไม่ถูกกลั่นแกล้ง   ย้ายหน้าที่การงาน  หรือลงโทษแต่อย่างใด   เว้นแต่จะเป็นการร้องทุกข์ด้วยเจตนาไม่สุจริต

4.3  พนักงานที่ให้การเป็นพยานหรือให้ความร่วมมือในการสอบสวน จะได้รับความคุ้มครองจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง ย้ายหน้าที่การงานหรือลงโทษ เว้นแต่พนักงานที่ให้การ ด้วยอคติ ปรักปรำ  ให้ร้ายเป็นเท็จ  หรือไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนหาความจริง การสอบสวนอาจกระทำโดยพนักงานระดับบังคับบัญชาพนักงานระดับบริหารหรือคณะกรรมการที่บริษัทฯ แต่งตั้งก็ได้

บทที่ 9

การสิ้นสุดสภาพการจ้าง

 (1)  ตาย

ในกรณีถึงแก่ความตาย บริษัทฯจะจ่ายเงินเดือน/ค่าจ้างหรือเงินอื่นที่คงค้างอยู่ของพนักงานที่ถึงแก่ความตายให้แก่ทายาทโดยธรรม

 (2) การลาออก

2.1  พนักงานที่อยู่ในช่วงทดลองงานให้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าต่อผู้บังคับบัญชาอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะลาออกจากงานได้

2.2  พนักงานที่บรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัทฯแล้ว ให้ยื่นใบลาออกล่วงหน้าต่อผู้บังคับบัญชาอย่างน้อย 30 วันหรือ และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้วจึงจะลาออกจากงานได้

 (3) การเลิกจ้าง

การเลิกจ้างหมายถึง การที่บริษัทฯให้พนักงานพ้นสภาพการเป็นพนักงานของบริษัทฯ อันเนื่องจากพนักงานขาดคุณสมบัติในการทำงาน มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ยุบหน่วยงาน เลิกกิจการ เกษียณอายุงาน ครบกำหนดตามสัญญาจ้าง หรือกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง

โดยบริษัทฯ จะแจ้งเหตุผล และกำหนดการเลิกจ้างให้พนักงานทราบเป็นหนังสือล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง  เว้นแต่พนักงานที่กระทำความผิดร้ายแรงซึ่งไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผลและไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ในกรณีที่บริษัทฯไม่อาจบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสองได้ บริษัทฯจะจ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

(4) การเกษียณอายุงาน

เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯ ในด้านการจัดการและการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น บริษัทฯจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเกษียณอายุงาน ดังนี้

   1. พนักงานที่เข้างานกับบริษัทฯตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป กำหนดให้มีการเกษียณอายุงาน เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์

   2. พนักงานที่เข้างานก่อนวันที่ 1 มกราคม 2557 ให้สามารถเลือกการเกษียณอายุงานได้ดังนี้

      2.1 ขอเกษียณอายุงาน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ

      2.2 ขอเกษียณอายุงาน เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และทำสัญญาจ้างต่ออีก  2 ปี หรือ

      2.3 ขอเกษียณอายุงานเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์

   3. พนักงานที่เลือกการเกษียณอายุงานในข้อ 2.1 – 2.3 จะต้องแจ้งความประสงค์เป็น ลายลักษณ์อักษรตามแบบฟอร์มที่บริษัทฯกำหนด ก่อนครบอายุ 52 ปีบริบูรณ์

   4. สำหรับพนักงานที่แจ้งความประสงค์ในข้อ 2.2 นั้น บริษัทฯ จะว่าจ้างในอัตราเงินเดือน / ค่าจ้างและสวัสดิการเดิม ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

บทที่ 10

ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ

 (1)   ค่าชดเชย

1.1  พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือน/ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

1.2  พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือน/ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน

1.3  พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3  ปี   แต่ไม่ครบ 6 ปี  จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือน/ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

1.4  พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับ เงินเดือน/ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน

1.5  พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบ  10  ปีขึ้นไป จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับเงินเดือน/ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

(2)   ข้อยกเว้นการจ่ายค่าชดเชย

2.1   บริษัทฯจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้

   2.1.1   ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่บริษัทฯ

   2.1.2   จงใจทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย

   2.1.3   ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทฯได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

   2.1.4   ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมซึ่ง บริษัทฯได้ตักเตือนเป็นหนังสือซึ่งมีอายุไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พนักงานได้กระทำความผิดเว้นแต่กรณีร้ายแรงไม่จำต้องตักเตือนเป็นหนังสือ

   2.1.5   ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดย ไม่มีเหตุผลอันสมควร

   2.1.6   ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดย  ประมาทหรือความผิดลหุโทษที่เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย 

2.2 บริษัทฯ จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานที่จ้างไว้โดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอน เป็นงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของบริษัทฯ หรืองานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรืองานตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยได้ทำเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาของสัญญานั้น

(3) การเลิกจ้างเพราะเหตุบริษัทฯ ปรับปรุงองค์กร

ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานอันเนื่องจากการปรับปรุงหน่วยงานกระบวนการผลิต การจำหน่ายหรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี บริษัทฯจะปฏิบัติดังนี้

3.1 บริษัทฯ จะแจ้งวันที่เลิกจ้างเหตุผลของการเลิกจ้างให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน

3.2 ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมจากค่าชดเชยตามข้อ (1) เท่ากับเงินเดือน / ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงาน 1 ปี สำหรับพนักงานที่ทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ค่าชดเชยพิเศษดังกล่าวจะไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน

3.3 เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษของระยะเวลาทำงานที่มากกว่า 180 วันให้นับเป็นการทำงานครบ 1 ปี

(4)  การย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น

กรณีการย้ายดังกล่าว หากมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของพนักงานหรือครอบครัวบริษัทฯจะดำเนินการดังนี้

1. แจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ ในกรณีที่บริษัทฯไม่สามารถแจ้งได้ หรือแจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการน้อยกว่า 30 วัน บริษัทฯ จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

2. หากพนักงานไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย พนักงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งจากบริษัทฯ หรือวันที่บริษัทฯย้ายสถานประกอบกิจการแล้วแต่กรณี โดยพนักงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ (1)

3. บริษัทฯจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษ หรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่พนักงานภายใน 7 วัน นับแต่วันที่พนักงานบอกเลิกสัญญา     

พนักงานสามารถยื่นคำขอให้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณาภายใน 30 วัน    นับแต่  วันที่บริษัทฯย้ายสถานประกอบกิจการ ว่าเป็นกรณีบริษัทฯ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือพนักงานมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างโดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษหรือไม่